Sunday, December 25, 2011

๑๔๓. เหงาใจในลมหนาว [คริสต์มาส ๒๕๕๔]



เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ผ่านมาพร้อมกับสายลมแผ่วเบา
พัดพาเอาความหนาวและความเหงามาพร้อมกัน
ใครบางคนยังคงหนาวเหมือนอย่างทุกปีที่ผ่านมา

ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง กลางใจเมือง
ต่างพร้อมใจกันตกแต่งพื้นที่ ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
เปิดโอกาสให้ใครต่อใครได้เดินปลดปล่อยอารมณ์
ถ่ายรูป ดื่มกิน พูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน
เพื่อว่าความสุขนั้นจะช่วยผ่อนคลายความหนาวลงไปบ้าง

ชั่วขณะที่เดินผ่านต้นไม้ประดับไฟ ประกายแสงสีงามระยับ
คล้ายๆ ว่าความเหน็บหนาวนั้นจะกลับอบอุ่นขึ้นมา
ความเหงาก็ดูจะเลือนหายไปกับเสียงระฆังที่ดังอยู่ไกลๆ
เรื่องราวขุ่นข้องภายในใจ เหมือนจะจบไปในวินาทีนั้น

"...สำหรับบางคน มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์
แต่อีกหลายคน เป็นความสุขที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
พอเดินออกจากสถานที่แห่งนั้น ยังไม่ทันข้ามคืน
ทุกอย่างกลับเป็นเพียงภาพฝันที่ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป..."

หนาว เหงา อบอุ่น ครื้นเครง - เพียงแค่วาบความรู้สึก
หมุนวนเวียนไปมาซ้ำๆ ไม่มีอะไรใหม่เลย

...



...

ลมหนาวมาพร้อมกับความเหงา, เป็นอย่างนี้เสมอ,
หนาว เมื่อไม่มีใครคอยห่มกาย, เหงา เมื่อไม่มีใครคอยห่มใจ
เมื่อลมหนาวพัดผ่านมาในเวลาที่ไม่ใคร
ทั้งหนาวกายและหนาวใจก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

เป็นความหนาวที่เกินกว่าใครจะทนไหว
เว้นแต่จะไร้หัวใจที่จะรับรู้มัน

เทศกาลลมหนาว เหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึก
ให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง หมุนเปลี่ยนเวียนวน
ถ้าฤดูที่ผ่านไป ย้ำเตือนให้เรารู้ว่าโลกนี้ยังคงเคลื่อนไหว
ความรู้สึกภายในใจ ก็คอยเตือนให้รู้ว่าเรายังมีลมหายใจ

ถ้าโลกยังคงหมุนผ่านที่เดิมซ้ำๆ ทุกปี
ก็เป็นธรรมดาที่ใจจะรู้สึกซ้ำๆ กันได้ทุกปีเช่นกัน
เปล่าประโยชน์ที่จะปิดกั้น ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง
แต่จะเป็นประโยชน์เหลือเกิน หากเรามองเห็นความรู้สึกของตัวเองได้
ค่อยเรียนรู้ความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจหัวใจของตัวเอง

"...อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะหนาว อบอุ่น เหงาหรือครื้นเครง
ทุกครั้งที่เรามองเห็น ย่อมเป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้
เรียนรู้ที่จะเข้าใจ ต้อนรับมันได้อย่างมั่นคง
ไม่ใช่เพียงปล่อยให้มันผ่านเข้ามา ทำร้ายเราให้เจ็บ
แล้วเลื่อนลอยหายไป เหลือไว้เพียงรอยร้าวในความทรงจำ..."

...



...

เทศกาลลมหนาว หลายคนบ่นว่าหนาวกายและหนาวใจ
ไม่มีใครเคียงข้าง คอยดูแลเอาใจใส่
ราวกับว่า โลกใบนี้มีตัวเองอยู่เพียงคนเดียว

"...อันที่จริงแล้ว ไม่มีใครเลยที่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
ไม่มีใครถูกปล่อยทิ้งร้างในโลกที่โหดร้ายเพียงลำพัง
ความคิดต่างหาก ความคิดของเรานั้นเองที่ทอดทิ้งเรา
ความคิดของเรานั่นแหละ ที่ทำให้เราอ้างว้าง เดียวดาย..."

ลองมองไปรอบตัวเราบ้าง
จะมองเห็นใครอีกมากมาย เดินผ่านมา แล้วผ่านไป
เขาอาจจะไม่รู้จักเรา และเราก็ไม่รู้จักเขา
แต่การที่เรามองเห็นเขา แสดงว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
เราไม่เคยอยู่เพียงลำพังเลยสักครั้ง, นี่คือความจริง

ในขณะที่ใจของเราเหน็บหนาว ขุ่นมัว
เรามองเห็นคนอื่นมีความสุข เราก็อิจฉา โกรธเคือง
คิดว่าคนบนฟ้าจ้องจับผิด จ้องทำร้ายแต่เราเพียงคนเดียว
เรามองไม่เห็นว่า ระหว่างเรื่องร้ายกับเรื่องดี เราผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น
เพียงแต่เรื่องดีอาจไม่สะเทือนใจ ไม่มีคุณค่าพอให้เราจดจำ
ไม่เหมือนเรื่องร้ายที่ภาวนาไม่ให้เกิด กลับเกิดขึ้นได้ไม่เว้นวัน

เรามองคนอื่นเพียงด้านเดียว ด้านที่เราอยากจะมอง
เราจึงเห็นคนอื่นมีความสุข และมีคนคอยดูแลเอาใจ
ในขณะที่ตัวเรากลับเป็นคนโชคร้าย มีแต่ทุกข์ และเดียวดาย
เรามองไม่เห็นคนอื่นๆ ที่คอยดูแลเรา เพราะเราไม่เคยคิดจะมอง

ไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างเป็นเพียงความคิดเท่านั้นเอง

...



...

อย่าว่าแต่คนที่อยู่คนเดียวเลย
แม้จะมีคนคอยเคียงข้างกาย คอยดูแลเอาใจ
ก็ยังหนาวและเหงาได้ไม่แพ้กัน

คนที่คอยดูแล คงทำได้เพียงแค่ห่มกายให้คลายหนาว
หรืออย่างมากก็คอยดูแลใจไม่ให้หนาวจนเกินไป
แต่คนที่จะช่วยให้คลายหนาวจริงๆ นั้น ไม่ใช่คนอื่นคนไกล
คือใจของเราเองนี่แหละ 

ไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าตัวเรา
จึงไม่มีใครจะดูแลใจ ห่มใจของเราได้ดีเท่าใจของเราเอง
คนอื่นทำได้ก็เพียงแค่สิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขาต้องการ
หรืออาจยอมตามความปรารถนาของเราในบางครั้ง
แต่คงไม่หวังหรอกว่า เขาจะยอมตามเราทุกครั้งไป

ฤดูหนาวปีที่แล้ว เขาคอยห่มกายของเรา
ฤดูหนาวปีนี้ เขาคอยห่มใจของเราทั้งใจ
ฤดูหนาวปีหน้าล่ะ เขาจะยังห่มกายและใจของเราเหมือนเดิม
หรือจะเปลี่ยนไปห่มกายและใจของใครอีกคน ?

หรือแม้เขายังคอยเคียงข้างเราอย่างเดิม
แต่เราจะยังอบอุ่นเหมือนอย่างเดิมหรือเปล่า, ไม่รู้เลย

"...ผ้าห่มผืมเดิม อาจไม่อบอุ่นอย่างที่คุ้นเคย
ใครคนเดิม อาจไม่สุขเหมือนอย่างที่เคยผ่านมา
ไม่ว่าใครจะเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป
สิ่งสำคัญคือใจต่างหาก ที่กำลังเปลี่ยนแปลง..."

...



...

ความหนาว และความเหงา มักมาพร้อมกันเสมอ
เพื่อที่จะย้ำเตือนให้เรารู้ว่า โลกยังคงเคลื่อนไหว
และเรายังคงหายใจเหมือนอย่างเดิมทุกๆ ปี

เรายังคงมีหัวใจ มีอารมณ์ มีความรู้สึก
และมีกำลังมากพอที่จะเรียนรู้จากความรู้สึกนั้น

ความเปลี่ยนแปลง เจ็บปวด บอบช้ำ
ความอ่อนไหว เหนื่อยล้า อ้างว้างเดียวดาย
ล้วนแต่เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเรา ให้เราได้คุ้นเคย เข้าใจ
เป็นภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่ดีสำหรับเราในทุกๆ ครั้งไป

ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยน เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดา
เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา วนเวียนอยู่รอบกายเรา
ก็เป็นเพียงเรื่องราวที่ปราศจากความหมายในตัวของมันเอง
ความคิดของเราต่างหาก ที่คอยตีความ คอยให้ความหมายกับมัน
ความคิดของเรานี้เอง ที่พร่ำเพ้อไปกับนิยามที่เราสร้างมันขึ้นมา

"...จะหนาวหรือไม่ จะเหงาสักเพียงไร ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นรอบกาย
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในใจ เพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลงตามใจของเรา
เรานั้นเองเป็นคนกำหนด ว่าเราจะหนาว จะเหงา จะอ้างว้าง
หรือจะอบอุ่น อิ่มเอม สำราญใจ, เราเลือกได้เองทั้งนั้น..."

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว, เราเลือกที่จะเป็นอย่างไร

...


แมวน้อย 
ณ สวนแมว เชิงสะพานอรุณอัมรินทร์

...

การห่มใจอาจต้องการ "ใครสักคน" มาช่วยห่ม 
แต่ "ใครสักคน" ที่พูดถึงนั้นไม่จำเป็นต้องเป็น "ใครคนอื่น" สักหน่อย 
คนอื่นๆ หรือแม้แต่คนรักของเราอาจช่วยห่มใจเราได้ก็จริง 
แต่ใจจะหายหนาวหรือไม่นั้นอยู่ที่เรารู้จักห่มใจของเราเองต่างหาก

"...ต่อให้มีคนคอยดูแลเอาใจใส่เรามากเพียงไร 
แต่ถ้าเราไม่เคยคิดจะดูแลเอาใจใส่ใจของเราเอง 
ไม่เคยคิดจะห่มใจของเราเองแล้ว ใจจะหายหนาวได้อย่างไร..."

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ



Monday, December 12, 2011

๑๔๒. โลกคู่ขนาน




ระดับน้ำในกรุงเทพฯ ลดลงไปมากแล้ว พร้อมๆ กับลมหนาวที่เริ่มพัดผ่านเข้ามา แม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยโกรธเกรี้ยวต่อสรรพสิ่งก็กลับสงบนิ่งลงไป แล้วลอยไหลอย่างเอื่อยช้างดงาม ราวกับไม่เคยมีเรื่องราวร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน

มหาอุทกภัยในกรุงเทพฯ เพิ่งจะผ่านพ้นไป หลายพื้นที่กลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ใช่ว่าสายน้ำจะเพียงแค่พัดผ่านมาแล้วไหลผ่านเลยไปเพียงเท่านั้น มหาอุทกภัยคราวนี้ได้มอบบทเรียนสำคัญให้เราได้เรียนรู้ ทบทวน และทำความเข้าใจไปอีกนาน

บทเรียนที่ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาหรือวางมาตรการป้องกันการเกิดน้ำท่วมซ้ำ หากแต่เป็นบทเรียนที่ก้าวพ้นปัญหาทางกายภาพทั่วไป เป็นบทเรียนที่ต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อจะนำพาทุกๆ คนให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

ถ้าเรื่องที่เราจะคุยกันในคราวนี้หมายถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่มุ่งมองแต่เฉพาะปัญหาทางกายภาพเหมือนอย่างที่นักวิชาการทั้งหลายพูดคุยกันมามากแล้ว ก็คงจะช้าเกินไปที่จะพูดถึงมันในวันที่น้ำแห้ง แต่ถ้าหากว่าเรื่องมันไม่ใช่แค่นี้ เราคงมีอะไรให้พูดคุยกันอีกยาว และพูดคุยกันได้นานไม่รู้เบื่อ

พูดคุยในเรื่องที่ไม่ใช่วิชาการบ้าง ก็ดูจะมีอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว

----------


----------

ในช่วง ๕ – ๖ ปีทีผ่านมา สังคมรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทีเดียว เครือข่ายบนโลกออนไลน์ก้าวไกลและเข้าถึงผู้คนในวงกว้างกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ สิ่งนี้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้โลกทั้งโลกเชื่อมโยงถึงกันได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้โลกทั้งโลกแตกหักกันได้ง่ายๆ เช่นกัน

จำนวนคนในสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ความเห็นที่แตกต่างกันย่อมเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากเดิมที่เคยเก็บเอาไว้ในใจ หรืออาจจะไม่ได้ใส่ใจกับมันจริงจัง แต่เมื่อโลกออนไลน์มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ ขาดการประนีประนอม เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องจึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันจนบานปลายใหญ่โต

ไม่ใช่ว่าเสรีภาพในโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่ผิด, ตรงกันข้าม เสรีภาพเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยเสรีภาพที่ตนมี ผู้คนพึงเข้าใจบทบาทและรู้จักรับผิดชอบต่อเสรีภาพของตนไปพร้อมกัน

เสรีภาพ หมายถึง ความสามารถที่จะกระทำการใดก็ได้ภายใต้กฎหมายและศีลธรรม โดยไม่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น; ปัญหาอยู่ตรงที่คนทั่วไปมักให้ความสำคัญกับนิยามในส่วนต้น แต่ไม่สนใจหรือจงใจละเลยนิยามในส่วนปลาย เสรีภาพในความหมายของหลายๆ คนจึงกลายเป็นการทำตามใจตนเองโดยปราศจากข้อผูกมัด และจะเป็นเรื่องที่ยอมความกันไม่ได้ทีเดียวหากใครมีความเห็นขัดขวางการกระทำนั้นๆ

เพราะยึดถือ “เสรีภาพ” ตามนิยามอย่างหลังนี้เอง เราจึงพบเห็นข้อความของผู้คนในสังคมออนไลน์ในแบบที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ เป็นข้อความที่ยึดถือตาม “หลักกู” มากกว่า “หลักการ” เพราะ “กูมีสิทธิ มีเสรีภาพ” และ “บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย” แต่ไม่เคยสนใจว่าศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อความเห็นของคนส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ตามใจต้องการ

----------



----------

โลกออนไลน์แตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริง หลายคนมีบุคลิกอย่างหนึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์กลับมีบุคลิกต่างกันแบบพลิกฝ่ามือ ราวกับเป็นคนละคน หรือเป็นคนที่อยู่คนละโลกกัน

อาจเป็นไปได้ว่ามันไม่เคยเป็นโลกเดียวกันมาตั้งแต่ต้น

อิสรเสรีในโลกออนไลน์เปิดโอกาสให้ใครต่อใครแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ไม่จำกัด และดูเหมือนว่าไม่มีใครคาดหวังที่จะรับผิดชอบต่อความเห็นนั้นๆ เมื่อโพสต์จบแล้วก็จบกันไป  เว้นเสียแต่ความเห็นนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ตน หรือจะเก็บความเห็นของคนอื่นไว้ทำร้ายกัน

สงครามข่าวสารบนโลกออนไลน์ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมา คือตัวอย่างที่ยืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี ทันทีที่เกิดความปั่นป่วนขึ้นในสังคม คนกลุ่มหนึ่งได้ฉวยโอกาสเวลาที่ผู้คนกำลังสับสน เที่ยวสร้างความร้าวฉานขึ้นด้วยความเห็นที่ “ไร้ที่มา” แต่ “มีที่ไป” ที่ชัดเจน นั่นคือ โจมตีฝ่ายที่มีความเห็น “คัดค้าน”  และเลยเถิดไปถึงผู้ที่มีความเห็น “ต่าง” ไปจากตน

โลกออนไลน์ที่เชื่อกันว่ามีเสรีภาพอย่างไร้ขีดจำกัด จึงกลับขีดกรอบจำกัดตัวของมันเอง

หลายๆ ความเห็นที่เราอ่านแล้วถูกใจ ก็เพียงแต่กด “like” และขอ “share” กันเรื่อยไป โดยมิทันได้ฉุกคิดเลยว่าความเห็นนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ มีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงไร ขอเพียงแต่ถูกใจก็ถึงไหนถึงกัน

หารู้ไม่ว่า ที่มาของความเห็นนั้นอาจเป็นการตัดต่อ ใส่ร้าย จงใจกลั่นแกล้งกันก็เป็นได้

----------




----------

การติดต่อกับโลกออนไลน์กระทำผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ สัมผัสนิ้วผ่านคีย์บอร์ด จึงเป็นเรื่องง่ายและคล้ายจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้นหากเครือข่ายของเราวนเวียนอยู่ภายในห้องส่วนตัว แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ตัวอักษรของเราก้าวพ้นกำแพงห้องไปปรากฏต่อสายตาผู้คนอีกนับร้อยนับพัน ไกลเกินกว่าที่เราต้องการ

ความน่ากลัวของโลกออนไลน์อยู่ตรงนี้เอง ความเป็นสาธารณะของมันถูกเคลือบฉาบไว้ด้วยบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ด้วยความรู้สึกเฉพาะของเราจริงๆ ทำให้เรากล้าที่จะเปิดเผยความคิดเห็นต่างๆ ทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมออกมาอย่างไม่กระดากอาย ซึ่งหลายครั้งก็ขาดความยับยั้งชั่งใจ มารู้ตัวว่าพลาดก็เมื่อสายไปเสียแล้ว

เพราะเหตุนี้ ผลกระทบจากมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความเสื่อมโทรมทางกายภาพ หรือเพียงแค่ความสูญเสียในทรัพย์สินของบุคคลใด แต่กินวงกว้างถึงความบอบช้ำในใจของใครอีกหลายคนผ่านโลกส่วนตัวจำลอง โลกส่วนตัวที่เปิดเผยและเชื่อมโยงการรับรู้ของทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน

หากเราไม่ตระหนักถึงความเป็นสาธารณะของโลกออนไลน์ ไม่เข้าใจนิยามความหมายของเสรีภาพโดยแท้จริง สักแต่แสดงความเห็นกันไปเรื่อยตามความลุ่มหลงของตนเอง ถือเอา “หลักกู” มาก่อน “หลักการ” ตีขลุม “ประชาธิปไตย” ว่าหมายถึง “เสียงส่วนใหญ่” แต่เพียงเท่านั้นแล้ว สังคมของเราก็อยู่ไม่ไกลคำว่า “วิบัติ” เลย

อย่ากระนั้นเลย แม้แต่คณิตศาสตร์ซึ่งมีหลักเกณฑ์แน่นอนชัดเจน ยังมีผู้เสนอให้เปลี่ยนคำตอบ “ตามความเห็นของคนส่วนใหญ่” มาแล้ว

แล้วเราจะอยู่ในสังคมอย่างนั้นได้นานสักเพียงไรกัน

----------



---------

น้ำที่ท่วมก็ลดลงไปแล้ว สิ่งก่อสร้างที่เสื่อมโทรมก็ทยอยได้รับการบูรณะให้กลับคืนดีดังเดิม แล้วเหตุไรกันเราจึงปล่อยใจของเราให้ลอยตามน้ำไป ไม่บูรณะจิตใจของเราให้กลับมาดีดังเดิมบ้าง 

"...แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างล่องลอยร่วงโรยไปตามยถากรรม สู้เราใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์จะดีกว่าไหม; เก็บเอาข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่หลากหลายนั้นมาพิจารณาเฟ้นหาข้อเท็จจริง เลือกสรรข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมร่วมกัน แล้วช่วยกันเผยแพร่ในสิ่งที่ถูกที่ควร อาจจะยากอยู่บ้างในเบื้องต้น แต่ย่อมคุ้มค่าที่จะลงมือทำ..."

ด้วยความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้เอง ในที่สุดแล้วเราจะผ่านพ้นมหาอุทกภัยครั้งนี้ไปได้อย่างแท้จริง

----------


----------

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ


Monday, December 5, 2011

๑๔๑. พระผู้ทรงเป็นดวงใจแห่งแผ่นดิน

...


...

พระเอย พระทรงศิริศักดิ์
พระพิทักษ์ปวงไทยแผ่ไพศาล
เกียรติขจรเจนจบจักรวาล
พ่างพระผ่านผืนฟ้าฤทธาดล

พระบารมีคุ้มสุขทุกหย่อมหญ้า
พระเมตตาพร่างพรายดั่งสายฝน
เย็นชื่นเย็นแก่ชาวประชาชน
ทั่วมณฑลไทยประเทศเขตสีมา

ล้วนพรั่งพร้อมน้อมจิตสนิทรัก
หทัยภักดีน้อมพระจอมหล้า
ถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิญญา
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

...

รัตนาดิศร
เวชนิสสิตศิริราช เล่ม ๑๙

...

ภาพ : ศาลา ๑๐๐ ปี รพ.ศิริราช 
ช่วงเช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
วันมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา

...

บริเวณโดยรอบ, วันนี้, ตามทางเสด็จพระราชดำเนิน
พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันมาร่วมรับเสด็จ
แน่นขนัดทั่วโรงพยาบาลศิริราช

แม้จะมาจากต่างถิ่น ต่างวัย ต่างหน้าที่การงาน
แต่ทุกคนมาด้วยความตั้งใจเดียวกัน ด้วยหัวใจเดียวกัน
มาด้วยความหวังจะชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระผู้ทรงเป็นดวงใจแห่งแผ่นดิน ดวงใจของปวงชนชาวไทยทั้งมวล

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

...

เพียงถ้อยคำธรรมดา ที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณสำหรับทุก comment ครับ